ช่วยเเชร์ จ้า .....

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561 พันเอก รุ่งคุณ มหาปัญญาวงศ์ โฆษกกองทัพภาคที่ 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 พร้อมด้วย พันโท ทรงสิทธิ์ รอดสการ รองโฆษกกองทัพภาคที่ 3 และ ร้อยตรี หญิง ช่อเอื้อง สาสังข์ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพภาคที่ 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 แถลงข่าวผลการดำเนินงานในภารกิจที่สำคัญของกองทัพภาคที่ 3 โดยมี พลโท ธวัช ศรีสว่าง ที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 3 และพันเอก เกียรติศักดิ์ น้ำไชยศรี รองเลขานุการกองทัพบก พร้อมคณะ ร่วมรับฟังด้วย ณ อาคารศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

  1. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 กองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมจำนวน 45 โครงการ โดยแบ่งกลุ่มงานตามลักษณะของการดำเนินงานออกเป็น 4 กลุ่ม สามารถสรุปได้คือ
  1. กลุ่มงานความมั่นคง ได้แก่ โครงการบ้านยามชายแดน มีลักษณะเป็นหมู่บ้านจัดตั้งขึ้นใหม่บริเวณแนวชายแดน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นจุดเฝ้าตรวจ รายงานข่าวสาร โดยให้ราษฎรได้อาศัยอยู่ในถิ่นฐานเดิม ไม่ต้องอพยพมายังพื้นราบ มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ มีที่ตั้งโครงการในพื้นที่พัฒนาเพื่อความมั่นคง ปัจจุบันมีการดำเนินการ จำนวน 5 โครงการ
  1. กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ โครงการฟาร์มตัวอย่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหาร, เป็นแหล่งจ้างงาน และเป็นแหล่งฝึกอาชีพให้กับราษฎรในพื้นที่โครงการ , โครงการศิลปาชีพ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฝีมือด้านงานศิลปาชีพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมหัตถกรรมชาวเขา , โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลอง สาธิตปลูกไม้มีค่าบนพื้นที่สูง ทั้งพืชผัก ไม้ดอก และ ไม้ผลเมืองหนาว อีกทั้งเป็นแหล่งจ้างแรงงานให้กับราษฎร ตลอดจนเป็นศูนย์ฝึกการพัฒนาอาชีพในพื้นที่ป่า ปรับปรุงระบบนิเวศและดำรงสภาพป่าให้อุดมสมบูรณ์ พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัจจุบันมีการดำเนินการ จำนวน 31 โครงการ
  1. กลุ่มงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ราษฎรที่ยากไร้และสมัครใจเข้าร่วมโครงการ ด้วยการก่อสร้างบ้านเรือนให้ พร้อมกับมอบที่ดินทำกินตามความเหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรให้ดีขึ้น รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางคนอยู่ร่วมกับป่า ในลักษณะบ้านเล็กในป่าใหญ่ ป้องกันมิให้ป่าถูกบุกรุกทำลาย ฟื้นฟูสภาพป่า อนุรักษ์สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ต่อไป ปัจจุบันมีการดำเนินการ จำนวน 7 โครงการ
  1. กลุ่มงานลักษณะพิเศษ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมีและการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้กำลังพลและครอบครัว ตลอดทั้งประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาดูงาน และ นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ปัจจุบันมีการดำเนินการ จำนวน 2 โครงการ กองทัพภาคที่ 3 ได้น้อมนำศาสตร์พระราชา เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการพัฒนาความเจริญทุกมิติให้เกิดขึ้นในพื้นที่และก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน อย่างยั่งยืนตลอดไป

  1. การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในลุ่มน้ำยม แม่น้ำยม เป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำและเทือกเขาแดนลาว ในเขต จ.พะเยา และจ.แพร่ มาบรรจบกับแม่น้ำน่าน ที่ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ความยาว 550 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำ    สายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือมาอย่างยาวนาน แต่จากสภาพปัญหาของแม่น้ำ     ที่ยังไม่มีการบริหารจัดการลุ่มน้ำที่เหมาะสม จึงสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในลักษณะอุทกภัย และ  ภัยแล้งซ้ำซากมาอย่างยาวนานในปี พ.ศ. 2557 รัฐบาลและคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ  มอบหมายให้ กองทัพภาคที่ 3 เข้าแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ อ.ศรีสัชนาลัย, อ.สวรรคโลก, อ.ศรีสำโรง, อ.กงไกรลาส และ อ.เมือง จ.สุโขทัย โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ไขปัญหา ทำให้สามารถยุติปัญหาดังกล่าว    ได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาในการร่วมบูรณาการทุกภาคส่วน เข้าไปทำความเข้าใจในสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น

ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2558 – 2561 กองทัพภาคที่ 3 ได้ใช้แนวทางประชารัฐ นำทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขปัญหา โดยไม่ได้มองเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างในการบริหารจัดการน้ำเท่านั้น แต่ได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการปฏิบัติ ด้วยการมององค์รวมของปัญหาอย่างเป็นระบบ ทำความเข้าใจกับสภาพภูมิสังคมในพื้นที่ เริ่มเข้าไปแก้ไขปัญหาจากจุดเล็กๆ ก่อน และ ที่สำคัญคือ ทุกความต้องการในการแก้ไขปัญหาจะต้องเกิดจากการระเบิดจากข้างใน คือ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำให้การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในลุ่มน้ำยม ตั้งแต่ต้นน้ำในเขต จ.แพร่, จ.พะเยา มาจนถึงกลางน้ำในเขต จ.สุโขทัย, จ.พิษณุโลก และ ปลายน้ำ ในเขต      จ.นครสวรรค์ มีการดำเนินการเป็นภาพรวมทั้งลุ่มน้ำทั้งหมด โครงการที่สำคัญ ได้แก่

  1. การฟื้นฟูป่าต้นน้ำลุ่มน้ำยม โดยใช้แนวทางประชารัฐ

ความร่วมมือ ระหว่าง กองทัพภาคที่ 3 , ภาครัฐ , ภาคเอกชน และประชาชน ในการปลูกต้นไม้      และสร้างฝายเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ได้แก่
1.1 โครงการ “ฅน…เก็บน้ำให้แผ่นดิน” โดย การท่าเรือแห่งประเทศ สร้างฝายในพื้นที่ป่าต้นน้ำ    ในเขต อ.ลอง จ.แพร่
1.2 โครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำยม ปลูกป่าประชารัฐ – จัดทำฝายน้ำล้น โดย การไฟฟ้า    ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่ อ.ปง จ.พะเยา
การบริหารจัดการน้ำ โดยชุมชนมีส่วนร่วม ในพื้นที่ จังหวัดสุโขทัย
กองทัพภาคที่ 3 ได้ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ , จ.สุโขทัย , กรมชลประทาน ,       องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยม ใช้แนวทางการสำรวจเพื่อปรับปรุงโครงสร้างด้านชลประทานที่มีอยู่ ทำให้ทุกภาคส่วนได้พบข้อมูลที่สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ได้แก่ ระบบคลองสาขาเดิม และ อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามแนว  ลำน้ำยม ซึ่งนอกจากการใช้งบประมาณของกรมชลประทานในการบำรุงรักษาแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังเป็นหน่วยงานสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดี ทำให้ระบบคลองสาขาของแม่น้ำยม มีประสิทธิภาพเพียงพอในการระบายน้ำในช่วงน้ำหลากและกระจายน้ำได้ดีในช่วงหน้าแล้งในระหว่าง ปี พ.ศ. 2558 – 2561 กรมชลประทานได้ประสานความร่วมมือกับกองกำลังรักษา     ความสงบเรียบร้อยจังหวัดสุโขทัย ในการบริหารจัดการน้ำผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ โดยการใช้สภาพภูมิสังคมในพื้นที่พิจารณาการดำเนินการในการเก็บ กัก และ ระบายน้ำ ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม       ทำให้ลดความรุนแรงในการเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดสุโขทัย และแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

จากการร่วมแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในลุ่มน้ำยมของกองทัพภาคที่ 3 ห้วงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2558     เป็นต้นมา ทำให้พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำยม ไม่ประสบปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยที่รุนแรง รวมทั้งเกิดองค์ความรู้ในการสร้างความเข้าใจกับภูมิสังคมของตนเอง ร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยใช้แนวทางศาสตร์พระราชา ทำให้ภาครัฐสามารถวางแผนงานโครงการต่างๆในการเข้าช่วยเหลือได้อย่างเป็นระบบ มีการนำภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย โดยหากการดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางที่ได้ดำเนินการไว้ คาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยในลุ่มน้ำยมได้อย่างยั่งยืน          3.การก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ผสมยางพารา (Para Soil Cement)
จากสถานการณ์ปัญหายางพาราตกต่ำในปัจจุบัน รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราเร่งด่วน โดยให้หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐส่งเสริมการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยกำชับให้เร่งดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ในขั้นต้นได้มีนโยบายให้หน่วยทหาร เข้าสำรวจถนนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ถนนในพื้นที่หมู่บ้าน และชุมชนที่มีสภาพชำรุดเสียหาย มีผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชน โดยมอบหมายให้หน่วยทหารช่างเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ผสมยางพารา (Para Soil Cement) ประจำปี พ.ศ. 2562 ซึ่งถนนดังกล่าวเป็นนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมทางหลวงกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ สำรวจและประสานการปฏิบัติกับ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัด รวมทั้ง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด อย่างใกล้ชิด ในการนี้ได้จัดทำข้อมูลโครงการดังกล่าว ส่งให้รัฐบาล จำนวน 287 เส้นทาง ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม จำนวน 8,611,946 ลิตร      มีรายละเอียดดังนี้.-                                               

  1. การจับกุมยาเสพติดตามที่ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 ได้มีนโยบายให้มีการบูรณาการงานด้านการข่าวเพื่อความมั่นคงของพลเรือน ตำรวจ ทหาร และทุกภาคส่วน ในการดำเนินการ สกัดกั้น ปราบปราม และจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง ตั้งแต่พื้นที่แนวชายแดน จนถึงพื้นที่ตอนในของประเทศ นั้น มีรายละเอียดการจับกุมยาเสพติดที่สำคัญ ดังนี้.
      เหตุการณ์ที่ 1  เมื่อวันที่  6 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 09.00 นาฬิกา ขณะที่กำลังพลจาก       กองพันทหารม้าที่ 12 กองพลทหารม้าที่ 1 กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรห้วยไร่  ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านตรวจร่วมห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ พบว่ามีรถตู้ ขับขี่มาตามถนนเข้ามาที่ด่านมีลักษณะอันเป็นพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้จอดรถ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้นรถ ผลการตรวจค้น พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 9 กระสอบ  จำนวนประมาณ 1.6 ล้านเม็ด และไอซ์ จำนวนประมาณ 10 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ตู้คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางดังกล่าวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งได้สืบสวนขยายผลเพิ่มเติมเนื่องจากมีข้อมูลว่า ผู้ต้องหามีทรัพย์สินอีก       เป็นจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่อาจเกี่ยวข้องหรือได้มาโดยการกระทำความผิด    ในคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

          เหตุการณ์ที่ 2  เมื่อวันที่  6 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา ขณะที่กำลังพลจาก      หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 , หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงเขตเชียงราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กำลังลาดตระเวนตรวจพื้นที่รับผิดชอบ     มาตามถนนทางหลวงชนบท หมายเลข 4013 บ้านท่าบันได ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย พบชาย 3 คน ท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนเพื่อจะทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องยิงตอบโต้ เมื่อการปะทะยุติลง เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ       ยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาบ้า) ประมาณ 15 ล้านเม็ด และพบร่างขบวนการลำเลียงยาเสพติดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จำนวน 1 คน หลบหนีไปได้ จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่จึงได้นำยาบ้าของกลางส่งพนักงานสอบสวน    เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

          เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา กำลังพลจาก หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 กองกำลังผาเมือง , ฝ่ายทหารพรานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 , สถานีตำรวจภูธรแม่อาย , กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 334 และฝ่ายปกครองและอาสารักษาดินแดนอำเภอแม่อาย       เข้าทำการตรวจพิสูจน์กองวัตถุบริเวณหน้าอาคารร้างในโรงแรมแม่อายธารา ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลมาว่าอาจเป็นสถานที่พัก หรือซุกซ่อนยาเสพติด  จากการปฏิบัติงานปรากฏว่าพบเป้ จำนวน 27 ใบ ภายในเป้บรรจุ ไอซ์ จำนวน 305 ถุง (ประมาณ 305 กิโลกรัม) และเคตามีน จำนวน 99 ถุง (ประมาณ 99 กิโลกรัม) แต่ไม่พบตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของยาเสพติด  เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางดังกล่าว           ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมทั้งสืบสวนขยายผล เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป

  1. การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย
    การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ในห้วง 1 – 10 ธันวาคม 2561 ดังนี้.-

เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 เวลา 19.30 นาฬิกา กองร้อยทหารพรานที่ 3503 จัดตั้ง  จุดตรวจ/จุดสกัด บ้านห้วยแห้ง ต.ขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ขณะปฎิบัติหน้าที่ พบรถกระบะ บรรทุกสินค้า     จาก อ.แม่สอด มุ่งหน้าไปทาง อ.ท่าสองยาง เจ้าหน้าที่จึงได้ให้สัญญาณเพื่อขอตรวจสอบ จากการตรวจสอบ    พบสินค้าเลี่ยงภาษี ประเภทหมี่ขาว จำนวน 20 กระสอบ และ กระเทียมขาว จำนวน 30 กระสอบ หน่วยจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรอายัดสินค้าดังกล่าว เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อในวันที่ 7 ธันวาคม 2561 เวลา 12.50 นาฬิกา กองกำลังนเรศวร สามารถยึดของกลาง        เป็นหอมแดง จำนวน 14 กระสอบ น้ำหนัก 560 กิโลกรัม , ข้าวสาร จำนวน 50 กระสอบ น้ำหนัก 2,400 กิโลกรัม , ยาเส้น จำนวน 5 กล่อง และ รถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน บริเวณช่องทาง/ท่าข้าม ในพื้นที่ บ้านแม่กุหลวง    ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งได้ประสานส่งมอบของกลางให้กับด่านศุลกากรแม่สอด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป        

ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตร ไม่ผ่านการเสียภาษี ไม่มีการตรวจสอบและกักกันโรค รวมทั้งไม่มีการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและก่อให้เกิดภาวะผลผลิตสินค้าทางการเกษตรภายในประเทศเกินความต้องการของตลาด ซึ่งบ่อยครั้งที่เกษตรกรเรียกร้องขอให้รัฐ เข้าช่วยเหลือแทรกแซงตลาด เนื่องจากราคาตกต่ำ รัฐจึงต้องสูญเสียงบประมาณในแต่ละปีไปเป็นจำนวนมาก ผู้บัญชาการทหารบก / เลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงได้มอบนโยบายให้มีการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง และหากผลทางคดีสิ้นสุดแล้ว พบว่าเอกชนรายใด เป็นผู้กระทำการดังกล่าว ให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชนชนได้ทราบข้อเท็จจริงด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1836 เยี่ยมชมหน้านี้ทั้งหมด 2 เยี่ยมชมวันนี้
error: สวัสดีค่ะ